twitter

Twitter มีแต่เรื่องไร้สาระ  Twitter เป็นที่ให้คนใช้ยกหางบูชาตัวเอง และอื่นๆ อีกนานาสารพัดที่คุณอาจเคยได้ยินเกี่ยวกับโซเชียลเน็ตเวิร์กแห่งนี้ แต่จริงๆ แล้ว Twitter จะเป็นประโยชน์อย่างไม่น่าเชื่อถ้าคุณใช้งานเป็น และมองข้ามเรื่องที่หลายคนพูดไป (ซึ่งก็จริง เราไม่เถียง) เพราะโดยธรรมชาติของบริการแห่งนี้ จะเอื้อต่อการฝากข้อความสั้นๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เหมาะสำหรับใช้เป็นช่องทางรับเรื่องร้องเรียนจากลูกค้า หรือใช้ติดตามเหตุการณ์ที่คุณสนใจจากคนที่อยู่ในจุดเกิดเหตุ รวมไปถึงใช้ตามดูชีวิตของบุคคลที่คุณสนใจเป็นพิเศษ และนี่คือ 6 วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้ Twitter มีประโยชน์สำหรับคุณ
      
ติดตามข่าว

เว็บไซต์โดยส่วนใหญ่ยังถือเป็นแหล่งข้อมูลและแหล่งข่าวที่สมบูรณ์กว่า แต่ถ้าคุณต้องการตามข่าวเฉพาะเรื่องในแบบหายใจรดต้นคอ และสนใจแม้แต่รายละเอียดยิบย่อย  Twitter จะเป็นทางเลือกที่ดี เพราะคุณสามารถอ่านรายงานสดจากยูสเซอร์ของ Twitter คนอื่นๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์หรือสถานที่เกิดเหตุ เช่นกรณีเครื่องบินตกที่แม่น้ำฮัดสัน ผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้นก็จะโพสต์เล่าเรื่องราวที่พบเห็นไว้ใน Twitter ของ พวกเขา (คอนเซ็ปต์ของ Twitter ก็คือ การบอกเล่าเรื่องราวในชีวิตประจำวันด้วยข้อความสั้นๆ ไม่เกิน 140 ตัวอักษรต่อหนึ่งอัพเดต)

นอกจากประชาชนคนธรรมดาแล้ว คุณยังสามารถติดตาม Twitter ของไซต์ข่าวอย่าง CNN (www.twitter.com/cnn หรือเรียกย่อๆ ว่า @CNN) ซึ่งจะโพสต์หัวข้อข่าวพร้อมกับลิงก์ไปยังเนื้อหารายละเอียด แต่เราชอบ @cnnbrk มากกว่า แม้จะไม่ได้เป็น Twitter อย่างเป็นทางการของสถานีข่าวแห่งนี้ แต่ก็ดีตรงที่จะสรุปข่าวให้อ่านแล้วเข้าใจง่ายๆ ในประโยคเดียว ไม่ต้องตามลิงก์ไปอ่านอีก (เว้นแต่ว่าคุณสนใจรายละเอียด)

@NYTimes ก็เป็นอีกจุดที่คุณจะพบหัวข้อข่าวด่วนทุกชั่วโมง แถมด้วย Twitter ของนักเขียนและของคอลัมน์ประจำในหนังสือพิมพ์ที่ทรงอิทธิพล ฉบับนี้ ที่น่าสนใจอื่นๆ สำหรับเรื่องของข่าวก็จะมีอย่างเช่น @BreakingNewsOn, @nprnews, @weirdnews, @macrumors, @MarsPhoenix, @Astronautics และแน่นอนว่าพีซีแมกะซีนเองก็มี Twitter รายงานข่าวในด้านเทคโนโลยีด้วยเช่น กัน (@PCMag)
      
ช่องทางติดต่อกับบริษัทผู้ผลิต

การใช้ Twitter เป็นช่องทางให้บริการหลังการขายอย่างเต็มรูปแบบ อาจยังฟังดูไม่ค่อยเข้าทีเท่าไรสำหรับบริษัทส่วนใหญ่ อย่างน้อยก็จนกว่าบริการแห่งนี้จะมีสมาชิกเพิ่มอีก 10 ล้านราย อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน คุณสามารถใช้ Twitter เป็นช่องทางในการร้องเรียนได้ และเสียงของคุณก็จะดังไปถึงเจ้าของสินค้า เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Zappos, Starbucks, Whole Foods, JetBlue และอื่นๆ อีกมากมาย (มากมายจริงๆ) ล้วนแล้วแต่มีแอ็กเคานต์ Twitter ให้คุณใช้ในการติดต่อ

ดังนั้นต่อจากนี้ไป ถ้าคุณมีเรื่องอยากร้องเรียนเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ลองใช้กูเกิ้ลเสิร์ชชื่อของบริษัทเจ้าของสินค้า แล้วตามด้วยคำว่า Twitter ถ้าบริษัทดังกล่าวมีแอ็กเคานต์บน Twitter  คุณก็จะพบในผลการค้นหาลำดับต้นๆ ที่สำคัญคือ พยายามเรียบเรียงเรื่องร้องเรียนของคุณให้กระชับได้ใจความ เพราะคุณต้องไม่ลืมว่าข้อความจะถูกจำกัดไว้แค่ไม่เกิน140 ตัวอักษร
      
ขอความช่วยเหลือ

เช่นเดียวกับบล็อกและฟอรัม  Twitter คือสถานที่ที่เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการถามคำถามที่คุณขี้เกียจ ค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง รวมไปถึงการขอความช่วยเหลือ (เช่น “มีใครว่างช่วยขนของย้ายบ้านวันศุกร์ไหม?”) ขอความคิดเห็น (“กล้วยแบบออร์แกนิกมีรสชาติดีกว่าหรือเปล่า?”) หรือขอคำแนะนำ (“ใส่แรมให้กับแมคบุ๊กใหม่เท่าไรดี?”) เป็นต้น

โอเว่น ริ้งเคิ้ล ผู้พัฒนา Twitter บอกกับเราว่า ปัญหาที่คุณเคยใช้เวลาคิด 5 นาที อาจได้คำตอบออกมาภายในเวลา 10 วินาทีบน Twitter  แต่นี่หมายถึงอย่างน้อยคุณต้องมีเพื่อนๆ ในชีวิตจริงตามดู (follow)  Twitter ของคุณอยู่ และแน่นอนว่าถ้าจะให้เกิดประโยชน์สูงสุด คุณก็ควรตามดู Twitter ของเพื่อนด้วย เพื่อเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
      
โปรโมตผลงานหรือบริษัทของคุณ

เช่นเคยคือ  Twitter ไม่ใช่บริการแรกที่ให้คุณใช้ประโยชน์ในลักษณะนี้ แต่ด้วยธรรมชาติของตัวมันเอง ทำให้ Twitter เป็นทางเลือกที่เหมาะมากสำหรับการโปรโมตผลงานหรือประชา สัมพันธ์บริษัทของคุณ ขอแค่คุณทำแบบไม่กระโตกกระตาก มีลิงก์ไปยังแอพพลิเคชันที่คุณเพิ่งเขียนเสร็จ หรือสินค้าตัวใหม่ของบริษัทบ้างในบางโอกาส ผสมผสานไปกับเรื่องราวอื่นๆ ของคุณ ถ้าเป็นไปได้ พยายามอย่าให้ลิงก์โปรโมตงานมีเกินกว่า 3 ลิงก์ต่อสัปดาห์ เพราะนั่นจะเป็นการยัดเยียดและทำให้คนที่ตามดูคุณรู้สึกไม่ดีเปล่าๆ หรือหนักๆ เข้าก็อาจไม่สนใจที่จะตามคุณอีก
      
ไม่ขาดการติดต่อกับเพื่อนฝูง

นอกจากดูเรื่องราวการใช้ชีวิตประจำวันของคนแปลกหน้าเพื่อความบันเทิงแล้ว  Twitter ยังเป็นช่องทางโปรดที่เราชอบใช้เพื่อไม่ให้ขาดการติดต่อจากเพื่อน ฝูง แค่เขียนข้อความบอกเล่าเรื่องราวสั้นๆ ในแต่ละวัน เพื่อนๆ ก็จะรู้ความเป็นไปของคุณ ว่ากำลังทุกข์หรือสุขแค่ไหน ในทางตรงกันข้าม คุณก็สามารถรู้ได้ว่ามีเพื่อนคนไหนเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่หรือเปล่า หรือคนไหนกำลังอยู่ในอารมณ์เศร้าและต้องการกำลังใจ ต้องการให้คุณไปหา นี่ยังไม่นับรวมถึงการใช้ชวนกินข้าว หรือชวนทำกิจกรรมอื่นๆ
      
พบคนดัง

user ชื่อดังของ Twitter ที่มีคนตามดูเป็นจำนวนมากบางรายอาจไม่สนใจ ข้อความที่คุณส่งไปถึง แต่ไม่ใช่กับเบรนท์ สปินเนอร์ (ดาราจากสตาร์เทร็ก) ซึ่งค่อนข้างเป็นมิตรทีเดียว เช่นเดียวกับดาราตลกอย่างสตีเฟ่น ฟราย หรือถ้าคุณมีไอดอลหรือฮีโร่ในดวงใจ ลองเสิร์ชหา Twitter ของเขาเหล่านั้น แล้วติดตามดูว่า พวกเขาใช้ชีวิตอย่างไรจึงประสบความสำเร็จ

facebook

กระแสเครือข่ายสังคมออนไลน์ในประเทศไทยตอนนี้กำลังร้อนแรงเป็นอย่างมาก และยังคงมีแนวโน้มที่จะได้ความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสังคมออนไลน์นั้นมีอยู่อย่างมากมาย บางตัวก็เปิดมานานแล้ว บางตัวก็กำลังจะผลักดันเข้ามาในกระแสอย่าง Google+ แต่ถ้าจะพูดถึงตัวที่นับเป็นพระเอกตัวจริงจากการได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง และมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลกนั้น คงหนีไม่พ้น เฟสบุ๊ค และ ทวิตเตอร์ โดยเฉพาะเฟสบุ๊คในไทยที่ตอนนี้มีคนเข้าใช้เกิน 10 ล้านคนไปแล้ว และ 57% ของประชากรออนไลน์อยู่บนเฟสบุ๊ค โดยเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือกลุ่มคนอายุ 18-24 ปี นับเป็น 34% ของผู้ใช้ในไทยทั้งหมด และพบว่าไทยเป็นประเทศที่มีคนใช้งานมากเป็นอันดับที่ 18 ของโลก และยังคงเพิ่มขึ้นตลอดเวลา รวมทั้งถ้านับผู้ใช้ทั่วโลกล่าสุดมีบัญชีผู้ใช้ที่เคลื่อนไหวอยู่ในระบบต่อเดือนสูงถึง 750 ล้านบัญชีแล้ว และคาดว่าจะครบ 1,000 ล้านภายในสิ้นปีนี้ค่ะ

 มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟสบุ๊คบอกว่าเป้าหมายของเฟสบุ๊คคือการเปิดโลกในมุมกว้าง และสร้างเครือข่ายให้คนได้ติดต่อสื่อสารระหว่างกัน” ค่ะ

 ทำไมคนถึงชอบ เรามาดูถึงข้อดีของการเล่นเฟสบุ๊คกันนะคะ

  • ทำให้คนที่ไม่กล้าเปิดเผยตัวตนของตนเองต่อสังคม มีที่ๆ จะเปิดเผยตัวเองได้มากขึ้น ช่วยทำให้มีความกล้า มีความมั่นใจที่จะแสดงตัวตนออกมามากขึ้น เพราะการเขียนเล่าสิ่งที่ตัวเองคิดลงในเฟสบุ๊คไม่กดดันเหมือนกับการพูดสดๆ ต่อหน้าคนอื่น
  • ช่วยรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อนๆ เอาไว้ได้ ถ้าหากมีเพื่อนอยู่แล้ว การใช้เฟสบุ๊ค ติดต่อสื่อสารกับเพื่อนอยู่เป็นประจำเป็นตัวช่วยที่จะทำให้คงความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนเอาไว้ได้
  • ช่วยในเรื่องการสื่อสารที่รวดเร็ว สะดวกและเป็นประโยชน์ ทั้งกับการเรียนและการทำงาน รวมถึงเสน่ห์ของเฟสบุ๊คที่แตกต่างจากสังคมออนไลน์อื่นอีกอย่างคือ รวมเครื่องมือหลายๆ อย่างไว้ในตัว ทั้ง การส่งข้อความ ลิงค์ รูปภาพ คลิป และแชตที่ได้ครั้งละหลายๆ คนพร้อมกัน
  • ใช้หาข้อมูล หรือติดตามในเรื่องที่สนใจ ทั้ง ข่าวสารธุรกิจ การค้า นันเทิง หรือผลิตภัณฑ์ และยังสามารถสื่อสารกับผู้เกี่ยวข้องได้โดยตรง และรวดเร็ว อยากสอบถามพูดคุยเพิ่มเติมก็ทำได้สะดวก

แต่เหรียญยังมีสองด้าน เฟสบุ๊คก็ย่อมที่จะมีข้อเสียด้วยเช่นกัน มันไม่มีสิ่งที่จะช่วยเราป้องกันไม่ให้ถูกข่มขู่ ถูกด่าทอ หรือถูกประจานให้อับอายได้ และยังอาจช่วยจุดชนวนกระพือข่าวด้านลบของเรา หรือสังคม รวมทั้งมีรายงานการศึกษาพบว่ามันไม่ใช่เครื่องมือที่มีคุณภาพในการแสวงหาเพื่อนใหม่ๆ ค่ะ

 เมื่อจะใช้ สิ่งที่เราต้องระวังในการใช้เฟสบุ๊ค

  • อย่าโพสให้ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ของตนเอง รวมถึงควรตั้งระหัสความเป็นส่วนตัวให้ดี
  • อย่าใช้เวลามากเกินไป โดยเฉพาะในเวลาทำงานหรือเวลาเรียนหนังสือ หรือเวลาพักผ่อน เพราะอาจจะเสียงาน หรือเสียสุขภาพ
  • อย่าเขียนแผนการท่องเที่ยวหรือบอกตารางเวลาที่จะไม่อยู่บ้านของตนเอง เพราะคนร้ายอาจใช้ประโยชน์นี้ในการคิดร้ายได้
  • ควรจะคิดก่อนโพสทุกครั้ง เพราะอาจจะเข้าข่ายการล่วงละเมิด หมิ่นประมาท และอาจได้รับโทษตามกฎหมาย

ในปัจจุบันเฟสบุ๊คถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายทุกวงการในสังคมไทย ถ้าเรายังไม่อยากตกยุคก็ต้องหันมาหัดใช้งานมันกัน เพียงแต่ในการใช้เราต้องรู้จักความพอดี มีสติ มีความระมัดระวัง และเปิดใจฟังความเห็นที่แตกต่าง เราก็จะสามารถใช้เฟสบุ๊คได้อย่างมีประโยชน์และมีความสุขค่ะ

ภาวะโลกร้อน ผลกระทบต่อประเทศไทยระดับน้ำทะเลขึ้นสูง

 

ภาวะโลกร้อน ผลกระทบต่อประเทศไทยระดับน้ำทะเลขึ้นสูง

นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้นอีกถึง 90 เซนติเมตรในอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบทั้งทางด้านกายภาพและชีวภาพต่างๆหลายประการ

สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยประเมินไว้ว่า มีสิ่งชี้ชัดในเรื่องความเป็นไปได้ของภาวการณ์ขาดแคลนน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และอุทกภัยที่ถี่ขึ้นและรุนแรงยิ่งขึ้นในพื้นที่ราบลุ่ม โดยเฉพาะในบริเวณชายฝั่งของกรุงเทพฯที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง และอยู่เหนือระดับน้ำทะเลเพียง 1 เมตร โดย ระดับการรุกของน้ำเค็มจะเข้ามาในพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยาถึง 40 กิโลเมตร ส่งผลกระทบรุนแรงต่อพื้นที่เกษตรกรรมที่มีความอ่อนไหวต่อความสมดุลของน้ำจืดและน้ำเค็มในพื้นที่ นอกจากนี้ กรุงเทพฯยังมีความเสี่ยงต่อความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำล้นตลิ่งและอุทกภัย ที่จะก่อความเสียหายกับระบบสาธารณูปโภค ที่อยู่อาศัยของคนจำนวนมาก รวมถึงผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่จะตามมา

ส่วนพื้นที่ชายฝั่งจะได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน โดยผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อพื้นที่ชายฝั่งแตกต่างกันไปเป็นกรณี เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นที่ชายฝั่งหลายแบบ เช่น พื้นที่ชายฝั่งที่เป็นหน้าผา อาจจะมีการยุบตัวเกิดขึ้นกับหินที่ไม่แข็งตัวพอ แต่กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ส่วนชายหาดจากเพชรบุรีถึงสงขลาซึ่งมีลักษณะชายฝั่งที่แคบจะหายไป และชายหาดจะถูกร่นเข้ามาถึงพื้นที่ราบริมทะเล

ส่วนพื้นที่ป่าชายเลนจะมีความหนาของพรรณไม้ลดลง เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจะทำให้พืชตาย แอ่งน้ำเค็มลดลงและถูกแทนที่ด้วยหาดเลน ในขณะที่ปากแม่น้ำจะจมลงใต้น้ำทำให้เกิดการชะล้าง พังทลายของพื้นที่ลุ่มน้ำ โดย ทะเลสาบสงขลาซึ่งเป็นแหล่งน้ำชายฝั่งจะมีพื้นที่เพิ่มขึ้นและอาจมีน้ำเค็มรุกเข้ามามากขึ้น

ตัวอย่างอื่นๆของพื้นที่ที่จะได้รับความเสียหาย คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี หากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอีก 1 เมตร พื้นที่ร้อยละ 34 ของจังหวัดจะถูกกัดกร่อนและพังทลาย ก่อให้เกิดความเสียหายกับพื้นที่การเกษตรและนากุ้งในบริเวณดังกล่าวด้วย

ผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ

อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้น จะทำให้การระเหยของน้ำทะเล มหาสมุทร แม่น้ำ ลำธาร และทะเลสาบเพิ่มมากขึ้น ยิ่งจะทำให้ฝนตกมากขึ้น และกระจุกตัวอยู่ในบางบริเวณ ทำให้เกิดอุทกภัย ส่วนบริเวณอื่นๆก็จะเกิดปัญหาแห้งแล้ง เนื่องจากฝนตกน้อยลง กล่าวคือ พื้นที่ภาคใต้จะมีฝนตกชุก และเกิดอุทกภัยบ่อยครั้งขึ้น ในขณะที่ภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องเผชิญกับภัยแล้งมากขึ้น

รูปแบบของฝนและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้วัฏจักรของน้ำเปลี่ยนแปลง ลักษณะการไหลของระบบน้ำผิวดิน และระดับน้ำใต้ดินก็จะได้รับผลกระทบด้วย ทั้งพืชและสัตว์จึงต้องปรับปรุงตัวเองเข้าสู่ระบบนิเวศที่เปลี่ยนไป ลักษณะความหลากหลายทางชีวภาพก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

ระบบนิเวศทางทะเล ก็เป็นอีกระบบนิเวศหนึ่งที่จะได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และอุณหภูมิผิวน้ำที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้พืชและสัตว์ทะเลบางชนิดสูญพันธุ์ รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกสีทั้งในอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน

ผลกระทบต่อการเกษตรและแหล่งน้ำ

การศึกษาของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ระบุว่า ในประเทศไทยมีแนวโน้มว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ปริมาณน้ำลดลง (ประมาณ 5 – 10 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งจะมีผลต่อผลผลิตด้านการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ และต้องอาศัยปริมาณน้ำฝนและแสงแดดที่แน่นอน รวมถึงความชื้นของดินและอุณหภูมิเฉลี่ยที่พอเหมาะด้วย

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อภาคการเกษตรจะไม่รุนแรงมาก เพราะพื้นที่ชลประทานจะได้รับการป้องกัน แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอาจจะรุนแรงในบริเวณที่ขาดน้ำอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ผลกระทบยังอาจเกิดขึ้นกับการทำประมง เนื่องจาก แหล่งน้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี อาจแห้งขอดลงในบางฤดูกาล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายพันธุ์และการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ ซึ่งจะทำให้จำนวนและความหลากหลายของชนิดของสัตว์น้ำลดจำนวนลงอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ความหลากหลายทางชีวภาพ และความอุดมสมบูรณ์ในแหล่งน้ำแถบลุ่มแม่น้ำโขงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะลดลงอย่างต่อเนื่อง หากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงดำเนินต่อไป

เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง

จากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง อากาศที่ร้อนขึ้น และความชื้นที่เพิ่มมากขึ้นจะทำให้ภัยธรรมชาติต่างๆเกิดบ่อยครั้งและรุนแรง จะทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองบ่อยครั้งขึ้นและไม่เป็นไปตามฤดูกาล โดยภาคใต้ของประเทศซึ่งเคยมีพายุไต้ฝุ่นพัดผ่านจะเกิดพายุมากขึ้น และความรุนแรงของพายุไต้ฝุ่นก็จะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงอัตราเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของแนวโน้มอุทกภัยแบบฉับพลันด้วยเช่นเดียวกัน ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากไร้ที่อยู่อาศัย และก่อให้เกิดความเสียหายกับระบบนิเวศ

ภัยธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งที่คาดการณ์ว่าจะรุนแรงขึ้น ได้แก่ ภาวะภัยแล้ง เช่น ในช่วงกลางปี พ.ศ 2533 ประเทศไทยต้องประสบกับความแห้งแล้งรุนแรงจากปรากฏการณ์ เอล นินโญ่ ที่เชื่อกันว่าอาจจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อผลผลิตทางการเกษตร นอกจากนี้ไฟป่าอาจจะเกิดบ่อยครั้งขึ้นสืบเนื่องมาจากภาวะภัยแล้ง

ผลกระทบด้านสุขภาพ

อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นและเหตุการณ์ตามธรรมชาติที่รุนแรงและเกิดบ่อยครั้งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและอนามัยของคนไทย โรคระบาดที่สัมพันธ์กับการบริโภคอาหารและน้ำดื่ม มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงมากขึ้น โดยภัยธรรมชาติ เช่น ภาวะน้ำท่วมทำให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรคในแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็น โรคบิด ท้องร่วง และอหิวาตกโรค เป็นต้น

โรคติดต่อในเขตร้อนก็มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้น และจะคร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะ ไข้มาลาเรีย ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะ เนื่องจากการขยายพันธุ์ของยุงจะมากขึ้นในสภาวะแวดล้อมที่ร้อนขึ้นและฤดูกาลที่ไม่แน่นอน

แนวโน้มของผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลงจากภัยธรรมชาติ อาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนอาหาร และความอดอยาก ทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหาร และภูมิต้านทานร่างกายต่ำ โดยเฉพาะในเด็กและคนชรา

ผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ

ภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นไม่เพียงแต่ส่งกระทบที่รุนแรงต่อประเทศไทยในทางกายภาพเท่านั้น หากแต่ยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศชาติเช่นเดียวกัน กล่าวคือ การยุบตัวของพื้นที่ชายฝั่ง ภูมิอากาศแปรปรวน โรคระบาดรุนแรง และผลกระทบอื่นๆ ส่งผลให้มีประชากรบาดเจ็บล้มตาย ทิ้งที่ทำกิน และไร้ที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ประชาชนยังจะได้รับความเดือดร้อนจากการขาดแคลนอาหารและน้ำดื่มที่ถูกสุขลักษณะระหว่างภาวะน้ำท่วม และความเสียหายที่เกิดกับระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ซึ่งโดยมาก ผู้ที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจะเป็นประชาชนที่มีความยากจน และไม่มีทุนทรัพย์พอที่จะป้องกันผลกระทบของภาวะโลกร้อนได้ ยกตัวอย่างเช่น การป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็มในพื้นที่ทำกิน อาจทำได้โดยการสร้างเขื่อน และประตูน้ำป้องกันน้ำเค็ม แต่วิธีการนี้ต้องลงทุนสูง ดังนั้นเมื่อราคาของการป้องกันสูงเกินกว่าที่ชาวนาจะสามารถรับได้ การทิ้งพื้นที่ทำกินในบริเวณที่ให้ผลผลิตต่ำจึงเป็นทางออกที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

นอกจากนี้ ความเสียหายต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การสูญเสียพื้นที่เกษตรกรรมที่สำคัญตามแนวชายฝั่งที่ยุบตัว ภัยธรรมชาติ และความเสียหายที่เกิดจากเหตุการณ์ธรรมชาติที่รุนแรง ล้วนส่งผลให้ผลิตผลทางการเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าออกหลักของประเทศมีปริมาณลดลง พื้นที่ที่คุ้มค่าแก่การป้องกันในเชิงเศรษฐกิจ และพื้นที่ที่มีการพัฒนาสูง อาจได้รับการป้องกันล่วงหน้า เช่น นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จำต้องมีโครงสร้างป้องกันกระแสคลื่น ซึ่งจะรุนแรงขึ้นเมื่อน้ำทะเลสูงขึ้น หรือการสร้างกำแพงกั้นน้ำทะเลหรือเขื่อน เพื่อป้องกันการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทางการเกษตร และการทำนาเกลือ เป็นต้น

การป้องกันดังกล่าวนั้นจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ดังนั้น ในพื้นที่ที่ไม่คุ้มค่าที่จะป้องกันในเชิงเศรษฐกิจจะถูกละทิ้งไป ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นส่วนที่เกิดปัญหาเศรษฐกิจและสังคมมากที่สุด เช่น การช่วยเหลือชาวนา ซึ่งจำเป็นที่จะต้องย้ายไปอยู่ที่ที่สูงขึ้นเนื่องจากน้ำทะเลรุก เป็นต้น

ทางออกของปัญหาภาวะโลกร้อน

หากมองย้อนกลับไปที่ต้นเหตุของปัญหา เราจะพบว่าสาเหตุของภาวะโลกร้อนนั้นคือการที่มนุษย์เผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เพื่อผลิตพลังงาน และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกตัวสำคัญที่สุดออกสู่ชั้นบรรยากาศเป็นจำนวนมหาศาล ทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดภาวะโลกร้อน ดังนั้นการแก้ปัญหาก็คือ การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดังจะเห็นได้จากความพยายามในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกในระดับนานาชาติที่ระบุใน พิธีสารเกี่ยวโต (Kyoto Protocol) พิธีสารเกี่ยวโตเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศ กำหนดให้มีการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเรียกร้องให้ประเทศที่พัฒนาแล้วลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้ได้ 5.2 เปอร์เซ็นต์ต่ำกว่าระดับการปล่อยก๊าซดังกล่าวของปี พ.ศ .2533 ภายใน พ.ศ. 2555

แม้ว่าพิธีสารเกี่ยวโตไม่ได้กำหนดให้ประเทศกำลังพัฒนา อย่างเช่นประเทศไทยจะต้องมีพันธะสัญญาในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เราควรจะคำนึงถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจากประเทศไทยเองก็มีความเสี่ยงต่อผลกระทบที่รุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกดังที่กล่าวไว้

โลกร้อน สาเหตุ 10 ปรากฏการณ์ประหลาด

                                            

 

โลกร้อน สาเหตุ 10 ปรากฏการณ์ประหลาด

จากภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดทั่วโลก ตัวอย่าง 10 ปรากฏการณ์ประหลาด

1. สารภูมิแพ้แพร่ระบาด

ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ชาวอเมริกันต้องประสบกับอาการไอ จาม เป็นภูมิแพ้ และหอบหืดง่ายและบ่อยขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่จากการศึกษาพบว่า วิถีชีวิตที่ต้องเปลี่ยนไปเพราะสภาพมลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดอาการดังกล่าว ขณะที่งานวิจัยใหม่ๆได้แสดงข้อมูลว่า โลกร้อนขึ้นและมีระดับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศมากขึ้น ทำให้พืชพรรณผลิใบเร็วกว่าเดิม บวกกับปริมาณละอองเกสรที่ฟุ้งกระจายในอากาศ ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ได้ไวขึ้น

2. สัตว์อพยพไร้ที่อยู่

สัตว์หลายชนิดต้องอพยพขึ้นที่สูง เช่น หมีขั้วโลก เนื่องจากธารน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว จนอาจทำให้มันไม่สามารถอยู่ในอาร์กติกขั้วโลกเหนือได้

3. พืชขั้วโลกคืนชีพ

เนื่องจากน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ทำให้พืชที่อาจเคยถูกปกคลุมอยู่ในน้ำแข็งกลายเป็นอิสระ เริ่มกระบวนการสังเคราะห์แสงและกลับมาเติบโตอีกครั้ง

4. ทะเลสาบหายสาบสูญ

มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา มีทะเลสาบประมาณ 125 แห่งหายสาบสูญจากอาร์กติก เพราะ เพอร์มาฟรอส ที่เป็นน้ำแข็ง แข็งตัวอยู่ใต้ทะเลสาบนั้นละลายหมด ทำให้น้ำในทะเลซึมเข้าสู่พื้นดินข้างใต้ได้

5. น้ำแข็งใต้พื้นโลกละลาย

จากภาวะโลกร้อนได้ทำให้ชั้นน้ำแข็งถาวรที่มีอยู่ใต้พื้นผิวโลกค่อยๆ ละลายลดปริมาณลงไปเช่นกัน โดยผลที่อาจเกิดตามมาคือ จุดใต้พื้นโลก ซึ่งเคยเป็นน้ำแข็งหายไปจนเกิดเป็นรูรั่วใต้ดิน ทำให้สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่อยู่เหนือจุดดังกล่าวอาจได้รับความเสียหาย

6. ไฟป่า

เกิดไฟป่าได้ง่ายขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก เพราะสภาพป่าที่แห้งกว่าเดิมจึงนับเป็นเชื้อไฟได้เป็นอย่างดี

7. ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจึงอยู่รอด

จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือฤดูหนาวที่สั้นลง ตรงข้ามกับฤดูร้อนที่มาถึงเร็วขึ้น ทำให้บรรดาฝูงนกเกิดปัญหาในการปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพที่ผันแปรไปไม่ทัน ทำให้สัตว์ที่สามารถอยู่รอดได้นั้นต้องเป็นสายพันธุ์ที่แข็งแรงที่สุด และสัตว์ที่อยู่รอดได้อาจต้องกลายพันธุ์หรือปรับพันธุกรรมใหม่ เพื่อรับมือภัยที่เกิดขึ้น

8. ดาวเทียมโคจรเร็วขึ้นกว่าเดิม

แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ได้ขึ้นไปสะสมในชั้นบรรยากาศมากขึ้น ทำให้ดาวเทียมที่อยู่ในวงโคจรโลกเคลื่อนที่เร็วขึ้นกว่าเดิม

9. ภูเขากระเด้งตัวเหนือพื้นโลก

ภูเขาและเทือกเขาสูงหลายแห่งกำลังขยายตัวสูงขึ้น ยอดภูเขาในเขตหนาวเย็นโดยทั่วไปจะมีน้ำแข็งปกคลุมอยู่และทำหน้าที่เหมือนตุ้มน้ำหนักที่คอยกดทับในฐานล่างของภูเขาทรุดลงไปใต้พื้นผิว เมื่อน้ำแข็งบนยอดเขาละลายหายไป ส่วนฐานล่างที่เคยจมอยู่ก็จะค่อยๆ กระเด้งคืนมาเหนือผิวโลก

10. โบราณสถานเสียหาย

เพราะอากาศที่แปรปรวน ภัยธรรมชาติประเภทต่างๆ ที่เกิดขึ้น สร้างความเสียหายให้แก่โบราณสถาน เมืองเก่า ซากปรักหักพังทางประวัติศาสตร์ ตัวอย่างโบราณสถานในจังหวัดสุโขทัย และอยุธยาที่เจอกับภัยน้ำท่วมใหญ่

ทั่วโลกร่วมรณรงค์ดับไฟลดโลกร้อน

ทั่วโลกร่วมรณรงค์ดับไฟลดโลกร้อน

วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน 2555 เวลา 08:57 น.

วันนี้ (1 เม.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถานที่สัญลักษณ์โดดเด่นของเมืองต่างๆ หลายร้อยแห่งทั่วโลก พร้อมใจกันขานรับโครงการดับไฟให้โลกพัก หรือ เอิร์ธ อาวร์ เป็นเวลา 1 ชั่วโมงเมื่อวันเสาร์ ส่วนหนึ่งของการกระตุ้นจิตสำนึกประชาชน ให้ตระหนักถึงพิษภัยของภาวะโลกร้อน

โดยโครงการเอิร์ธ อาวร์ ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 6 มีขึ้นในวันเสาร์สุดท้ายของเดือน มี.ค. เหมือนแต่ละปีที่ผ่านมา และเริ่มต้นที่เมืองซิดนีย์ ออสเตรเลีย เช่นเคย โดยไฟฟ้าเริ่มดับเมื่อเวลา 20.30 น. ที่สะพานข้ามอ่าว หรือ ฮาร์เบอร์ บริดจ์ และโรงละคร ซิดนีย์ โอเปร่า เฮาส์ 2 สถานที่สำคัญของเมือง จากนั้นเมืองต่างๆ ที่อยู่ไล่หลังตามเขตเวลาก็จะปิดไฟฟ้ารับเป็นทอดๆ จากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มาเอเชีย ตะวันออกกลาง ไปยุโรปและข้ามฝั่งแอตแลนติกไปอเมริกาเหนือ-ใต้ โดยแต่ละเมืองจะเริ่มปิดไฟในเวลา 20.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น
นายเดอร์ม็อต โอกอร์แมน หัวหน้าคณะผู้บริหารกองทุนสัตว์ป่าโลก-ออสเตรเลีย หนึ่งในองค์กรหลักของโครงการเอิร์ธ อาวร์ เผยว่า ปี 2554 มีเมืองต่างๆ ทั่วโลกร่วมดับไฟ 5,251 เมือง ครอบคลุมประชากร 1,800 ล้านคนใน 135 ประเทศ แต่ปีนี้จำนวนประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 147 ประเทศ และตลอดช่วงของการรณรงค์ มีประชาชนทั่วโลกเปิดเข้าชมผ่านช่องยูทูบประมาณนาทีละ 20,000 คน.

อาหารกับภาวะโลกร้อน

การเติบโตของประชากรทั่วโลก และความต้องการอาหารเพื่อการบริโภค นำไปสู่การก่อมลภาวะให้กับโลกเราโดยอ้อม

ในอดีต การกินอาหารอาจเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน แต่ในปัจจุบัน กลับเป็นเรื่องที่ควรตระหนักและให้ความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากสามารถส่งผลต่อสุขภาพร่างกายจนอาจก่อให้เกิดโรคภัย นำไปสู่การเสียชีวิต และที่สำคัญยังสามารถส่งผลร้ายทางอ้อมต่อสิ่งแวดล้อมในโลกของเราได้อีกด้วย

ประชากรทั่วโลกที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้ความต้องการทางอาหารมีสูงขึ้นอย่างฉับพลัน บวกกับความหลากหลายของอาหาร ทำให้เรามีการบริโภคอาหารมากขึ้น ดังนั้นเราจะมาดูกันว่า เราควรเลือกรับประทานอาหาร เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของร่างกาย และที่สำคัญ ช่วยรักษาสภาพแวดล้อมของโลก เราให้มีความน่าอยู่ต่อไป ซึ่งถูกตีพิมพ์เป็นคู่มือจำนวน 90 หน้าในชื่อ A Meat Eater’s Guide to Climate Change and Health

เริ่มต้นด้วยประเด็นสภาวะอากาศผันผวนและโลกร้อน ที่ทุกคนกำลังประสบกันอยู่ในขณะนี้ กลับไม่ได้มีสาเหตุหลักมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงและการปล่อยควันพิษสู่ชั้นบรรยากาศเพียงอย่างเดียวอย่างที่ใครๆหลายคนเข้าใจแท้จริงแล้ว การเรอหรือการผายลมออกมาบ่อยครั้งของสัตว์ต่างๆและกระบวนการแปรรูปเนื้อสัตว์ก็เป็นสาเหตุหลักที่มีส่วนทำให้สภาพอากาศแปรปรวนและโลกร้อนเช่นกัน เพราะสัตว์ส่วนใหญ่จะมีการระบายก๊าซในกระเพาะออกมาในรูปของก๊าซมีเทน

นอกจากนี้การใช้ปุ๋ยเพื่อปลูกอาหารสัตว์ การปศุสัตว์ กระบวนการต่างๆ ไปจนถึงการปรุงอาหาร มีส่วนทำให้โลกร้อนขึ้นทั้งสิ้น ซึ่งทั้งหมดนี้รวมไปถึงอาหารทุกรูปแบบ เช่น เนื้อวัว เนื้อปลา ธัญพืช ผลิตภัณฑ์นม และผัก แม้กระทั้งการทิ้งอาหารเหลือ ก็สามารถกลายเป็นแหล่งสำคัญในการสร้างมลภาวะ และมลพิษ

“หากครอบครัว 4 คนหยุดรับประทานสเต็กเนื้อแกะสัปดาห์ละ 1 มื้อ จะเท่ากับการจอดรถยนต์ทิ้งไว้ 3 เดือน”

เนื้อสัตว์ เป็นอาหารที่สร้างผลเสียต่อสภาพแวดล้อมมากที่สุด โดยเนื้อแกะเป็นอาหารที่ก่อก๊าซคาร์บอนมากที่สุด คือ ก่อก๊าซ CO2 40 กก. ต่อการกินเนื้อแกะ 1 กก. ตามมาด้วยเนื้อวัว ซึ่งก่อก๊าซคาร์บอน 27 กก. ในเนื้อวัว 1 กก. ที่เรารับประทานเข้าไป

ถ้าเปรียบเทียบกับการขับรถยนต์ การที่รับประทานสเต็กเนื้อแกะส่วนอกขนาด 110 กรัม จะเท่ากับการขับรถยนต์ขนาดกลางเป็นระยะทาง 21 กม. เลยทีเดียว และถ้าหากครอบครัวจำนวน 4 คนหยุดรับประทานสเต็กเนื้อแกะนี้เป็นเวลาสัปดาห์ละ 1 มื้อ จะเท่ากับการจอดรถยนต์ทิ้งไว้ 3 เดือนเลยทีเดียว

ในทวีปต่างๆ คนอเมริกันบริโภคเนื้อสัดว์มากกว่าคนยุโรปถึง 60 % และมากกว่าประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ด้วยตัวเลขจำนวนเนื้อสัตว์ 100 กก. ต่อปี ในขณะเดียวกัน ประเทศจีน เป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าจับตามองในฐานะประเทศที่มีการบริโภคเนื้อสัตว์สูงอย่างรวดเร็วจนใกล้เคียงกับสหรัฐอเมริกา

ด้านสุขภาพ หากบริโภคเนื้อสัตว์จำนวนมาก สามารถนำไปสู่โรคร้ายต่างๆเช่นเดียวกัน เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวานและโรคอ้วน โดยคนทั่วโลกบริโภคเนื้อวัวเพิ่มขึ้นจาก 70 ล้านตันในปี 1960 เป็น 300 ล้านตันในปัจจุบัน

ชีส อีกหนึ่งส่วนประกอบในอาหาร ที่มีส่วนสร้างมลภาวะให้แก่โลกของเราเช่นกัน สาเหตุหลักมาจากการต้องใช้นมจำนวนมากในการผลิตชีส ในส่วนของเนื้อสัตว์อื่นๆเช่น เนื้อหมู เนื้อปลาแซลมอนเลี้ยง เนื้อไก่ ต่างมีส่วนในการก่อมลภาวะเรือนกระจก หรือการปล่อยน้ำเสียจากการกระบวนการเลี้ยงสัตว์ ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการทำลายสิ่งแวดล้อมเช่นกัน

การช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยการเลือกรับประทานอาหาร สามารถทำได้โดยง่าย ด้วยการจับจ่ายอาหารอย่างพอเหมาะ เพื่อไม่ให้เกิดอาหารเหลือทิ้งและสร้างมลภาวะต่อไป จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ

ที่สุดแล้ว การบริโภคอาหารสำหรับมนุษย์ที่ดี คือการบริโภคอาหารแต่พอดี และให้บริโภคพืชมากกว่าเนื้อสัตว์ 

ถุงพลาสติกกับภาวะโลกร้อน

 ถุงพลาสติกกับภาวะโลกร้อน

        ความเกี่ยวโยงระหว่างการใช้ถุงพลาสติกกับโลกร้อนคือ ยิ่งมีการใช้ถุงพลาสติกมากเท่าไหร่ ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศโลก จากการเผาไหม้ในกิจกรรมการผลิตและเผาทำลายถุงพลาสติกก็จะยิ่งสูงมากขึ้น ตามมาด้วยปัญหามากมายจากมลพิษ
        ถุงพลาสติกมีผลทำให้เกิดภาวะโลกร้อน  ต้องใช้เวลาย่อยสลายถึง 450 ปี หากนำไปเผาก็จะทำให้เกิดสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ซึ่งทำให้เกิดมลภาวะทำให้โลกร้อน และการใช้ถุงผ้าจะช่วยลดการปนเปื้อนของสารก่อมะเร็งและหากทุกคนหันมาใช้ถุงผ้าเพียงสัปดาห์ละ 1 วัน จะช่วยลดการใช้ถุงพลาสติกได้มากกว่า 100 ล้านถุง/ปี
        ทั้งนี้ ปัจจุบัน (กันยายน 2550) กทม.ต้องเก็บขยะมากถึง 85,00 ตัน/วัน เป็นถุงพลาสติกถึงร้อยละ 21 หรือ 1,800 ตัน/วัน ดังนั้น หากเปลี่ยนมาใช้ถุงผ้าแทน จะช่วยลดค่าใช้จ่ายการเก็บขยะได้วันละ 1.78 ล้านบาท/วัน หรือคิดเป็น 650 ล้านบาท/ปี
      ถึงเวลานี้ คงไม่มีใครปฏิเสธแล้วว่า ไม่รู้จักปรากฏการณ์สำคัญของโลกที่เรียกว่า ภาวะโลกร้อน (Global warming) ปีที่ผ่านมา ภาคเหนือและภาคอีสานของประเทศไทยต้องเผชิญกับอากาศหนาวจัดกว่าหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่ภาคกลางประสบกับปัญหาน้ำท่วมหนักอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน ส่วนภาคใต้ก็เจอกับพายุที่รุนแรงขึ้น เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 คณะกรรมการนานาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ (IPCC)ซึ่งประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์กว่า 2,500 คน จาก 130 ประเทศ ได้พบข้อสรุปอย่างชัดเจนแล้วว่า สาเหตุของปัญหาโลกร้อน นั้น ร้อยละ 90 มาจากการที่ มนุษย์เผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งส่งผลให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมากเกินไป จนความร้อนจากพื้นโลกไม่สามารถสะท้อนออกนอกโลกได้ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศอย่างรุนแรงไปทั่วโลก
       ดังนั้นภารกิจที่เหล่ามนุษยชาติต้องรับผิดชอบร่วมกันก็คือ ลดการเผาผลาญเชื้อเพลิงและปล่อยก๊าซคารบอร์ไดออกไซด์ลงให้มากที่สุด เพื่อต่อเวลาให้กับโลกใบนี้ให้ยาวยิ่งขึ้น ถุงพลาสติกที่เราใช้ ผลิตจากเม็ดพลาสติก จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใช้เพลิงฟอสซิลเป็นวัตถุดิบ การผลิตถุงพลาสติกสามารถทำได้อย่างรวดเร็วในปริมาณมาก และด้วยต้นทุนที่ต่ำ เมื่อนำมาใช้จะมีอายุการใช้งานสั้น และส่วนใหญ่เป็นการใช้เพียงครั้งเดียว โดยเฉพาะถุงขนาดเล็ก บางถุงที่ผ่านการใช้งานแล้วก็จะถูกนำไปทิ้งจนเป็นภาระในการเก็บขน และจัดการเป็นอย่างมาก เนื่องจากคุณลักษณะที่เบาบาง และมีปริมาณมากปะปนกับมูลฝอยประเภทอื่นๆ ซึ่งทำให้การย่อยสลายมูลฝอย เป็นไปได้ยากมากยิ่งขึ้นด้วย
 
        ข้อดีของการใช้ถุงผ้า
ลดการใช้ถุงพลาสติก ลดโลกร้อน ?
 ถ้าคนเราใช้ถุงผ้าสัปดาห์ละ 1 วัน
จะช่วยลดการใช้ถุงพลาสติกได้มากกว่า 100 ล้านถุงต่อปี ข้อดีของการใช้ถุงผ้ามีดังนี้
 • ช่วยลดปัญหาโลกร้อน
 • ซักทำความสะอาดได้ง่าย
• นุ่มสบายมือน่าใช้ และไม่ก่อให้เกิดการกดทับอย่างรุนแรงต่อฝ่ามือเท่าถุงพลาสติก
• ใช้ง่ายขาดยาก ตกแต่งได้ตามสไตล์ที่ชอบ
• ย่อยสลายได้ ไม่ตกค้างจนเป็นปัญหาในสิ่งแวดล้อม
• ทนทานและใช้ซ้ำได้มากกว่าถุงพลาสติกหลายครั้ง
• ช่วยลดปริมาณมูลฝอย ไม่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก
• บ่งบอกภาวะรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของผู้ใช้
• ใช้ถุงผ้าไปได้ทุกที่ทุกเวลา ใส่สิ่งของได้หลายอย่าง
• พกพาติดตัวได้ง่าย และติดรถ พร้อมใช้งานในทุกโอกาส  
• ใช้เป็นสื่อเสริมสร้างความเข้าใจ และความตระหนักในสิ่งแวดล้อมได้อย่างกว้างขวาง
• ถุงผ้าดิบจะช่วยลดการเกิดและการปนเปื้อนของสารประกอบไดอ๊อกซินที่เป็นสารก่อมะเร็งที่มีอันตรายต่อชีวิต
• ส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เริ่มใช้ถุงผ้าตั้งแต่วันนี้ และแบ่งปันถุงผ้าที่มีอยู่แก่ผู้อื่น เพื่อขยายวงกว้างของความพยายามลดก๊าซเรือนกระจกและภาวะโลกร้อน